เม่นแคระ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีหนามแหลมทั่วลำตัว แต่สามารถจับสัมผัสได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสลัดขนใส่หากจับอย่างถูกวิธี และมันไม่ต้องการการดูแลมากนัก อีกทั้งยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการขดตัวม้วนกลมอันเป็นเอกลักษณ์น่ารักโดดเด่น ซึ่งเป็นการป้องกันตัวเองจากศัตรูนั่นเอง
อุปนิสัยของ เม่นแคระ
- เม่นแคระ เป็นสัตว์สันโดษ ชอบอยู่ตัวเดียว และหวงถิ่น ดังนั้น ไม่แนะนำให้เลี้ยงรวมกัน ไม่เช่นนั้น เม่นแคระ อาจกัดกัดจนเสียชีวิตได้ หากเลี้ยงมากกว่า 1 ตัว ต้องแยกพื้นที่ในการเลี้ยงดูออกจากกันอย่างชัดเจน
- เม่นแคระ จะตื่นในเวลากลางคืน และนอนตอนกลางวัน กิจกรรมทุกอย่างจึงถูกกระทำตลอดคืน เช่น เดินไปมาในกล่อง ยกถ้วยอาหารเล่น กัดกินอาหาร กินน้ำจากขวด ฯลฯ
- เม่นแคระ ไม่ใช่สัตว์ที่มีนิสียชอบมาคลอเคลียกับผู้เลี้ยง และมันก็ไม่ฉลาดเหมือนสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอื่น ๆ เช่น กระต่าย หรือแก๊สบี้
- เม่นแคระ ที่มีขนแหลม ๆ ทั่วตัวนั้น อาจทำให้มือของคุณบาดเจ็บได้ หากจับไม่ถูกวิธี หรือทำให้เขาตกใจ หรือเม่นไม่มีความคุ้นเคยกับคุณ
- เม่นแคระ มักจะกัดและเคี้ยววัตถุหรือสิ่งของแปลก ๆ ที่มันไม่กลิ่น จนเกิดเป็นฟองน้ำลาย แล้วนำฟองน้ำลายมาแปะติดไว้ตามตัว เพื่อจดจำกลิ่น หรือปรับตัวเองให้มีกลิ่นเหมือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยตามปกติ ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรระมัดระวังอย่าให้ เม่นแคระ ไปกัด หรือเคี้ยววัตถุมีพิษ
สีของเม่นแคระ
เม่นแคระแต่ละสีที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบันมีหลากหลายสี โดยแต่ละสีจะเห็นเด่นชัดในช่วงวัยที่ต่างกันและไม่แน่นอน และเม่นแคระแต่ละสีนั้นก็มีราคาซื้อขายตามท้องตลาดแตกต่างกันด้วย เริ่มตั้งแต่ตัวละ 500 บาท จนถึงหลักพัน โดยสีที่ราคาสูงที่สุดคือ สีแอพริคอท ราคาตั้งแต่ 1,500-2,000 บาทขึ้นไป
- สีนอมอล-ขนหนามพาดด้วยสีดำ ผิวหนัง ตา จมูก หู มีสีดำ คล้ำ
- สีช็อกโกแลต-หนามพาดด้วยสีน้ำตาลเข้ม หน้า ผิวหนัง จมูก หู สีน้ำตาล ตาสีดำ
- สีบราวน์-หนามพาดด้วยสีน้ำตาลอ่อน ตาสีดำ ส่วนอื่นเป็นสีน้ำตาลอ่อน
- สีซินเนมอน-หนามพาดด้วยสีเทาน้ำตาล หน้าขาว ผิวหนังและหูสีชมพู ตาดำ หรือดำอมแดง จมูกสีตับอ่อน
- สีซินนิคอท-หนามพาดด้วยสีเทาอมส้ม หรือน้ำตาลอมส้ม ผิวหนัง หน้า จมูก หูมีสีชมพู ตาดำ
- สีแอพริคอท-หนามพาดสีส้ม หน้า ผิวหนัง จมูก หู มีสีชมพู ตาสีแดงเข้ม หรือสีทับทิม
- สีอัลบิโน่-หนามสีขาวล้วนทั้งเส้นไม่มีสีอื่นปน ตาสีแดงใส ส่วนอื่นมีสีชมพู
เม่นแคระ กลุ่มสีพิเศษ อาทิ...
- เอ็กซ์-สโนว์แฟลก โดยรวมจะดูเหมือนกลุ่มสีพื้นข้างต้น แต่จะมีหนามสีขาวทั้งเส้น ขึ้นแซมอยู่ทั่วทั้งตัว ประมาณ 30-70%
- เอ็กซ์-ไวท์ โดยรวมจะดูเหมือนกลุ่มสีพื้นข้างต้น แต่จะมีหนามสีขาวทั้งเส้น ขึ้นแซมอยู่ทั่วทั้งตัวมากกว่า 95% (มักเรียกกันง่ายๆ ว่า "ขาวตาดำ")
- เอ็กซ์-พินโต โดยรวมจะดูเหมือนกลุ่มสีพื้นข้างต้น แต่จะมีหนามสีขาวทั้งเส้น ขึ้นแซมอยู่เป็นกลุ่ม ๆ มีบริเวณ เป็นจุด ๆ
วิธีการเลี้ยงเม่นแคระ
สำหรับที่อยู่ของ เม่นแคระ ควรมีอุปกรณ์พื้นฐาน ได้แก่ บ้านหรือโพรงเป็นมุมมืดไว้ให้เม่นได้นอนกลางวัน, ถ้วยสำหรับใส่อาหาร, ขวดน้ำ, ขี้เลื่อยสำ
ส่วนอาหารที่ใช้เลี้ยง เม่นแคระ แนะนำให้ใช้ อาหารแมว ไม่แนะนำให้ใช้อาหารสุนัข เพราะว่าเม็ดใหญ่กว่า และมีความแข็งมากกว่าอาหารแมว ทำให้เม่นแคระกัดกินลำบาก
อย่างไรก็ตาม เม่นแคระ ไม่ใช่สร้างที่เลี้ยงยาก เพียงแต่นักเลี้ยงเม่นแคระ มือใหม่ ส่วนใหญ่มักเลี้ยงไม่รอด เนื่องจากซื้อลูกเม่นที่ยังไม่หย่านมมาเลี้ยง เปอร์เซ็นต์รอดชีวิตจึงต่ำมาก ซึ่งวิธีการเลือกซื้อเม่นแคระ มาเลี้ยงนั้น ให้สังเกตการเดิน โดย เม่นแคระ ที่หย่านมแล้วจะเดินได้ถนัด ไม่คลานเตาะแตะ จมูกชื้น มีสุขภาพดี
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเม่นแคระ
เจ้าตัวเม่นแคระนี้มีแหล่งที่มามา หลักๆ อยู่ สองที่คือ ยุโรป(Brown European hedgehog) และ แอฟริกา (Africa pygmy hedgehog) ในที่นี้เราจะพูดถึงเม่นแคระที่มาจาก แอฟริกานั้นเนื่องจากว่าเป็นที่นิยมเลี้ยงมากกว่าในประเทศไทย โดยลักษณะหน้าตาของเค้านั้นจะคล้ายกับหนูหรือตัวแรคคูน และชอบทำจมูกกระดุกกระดิก ไปมา ลำตัวจะมีหนามแหลม ซึ่งจะมีสีแตกต่างกันไป ทั้งผิวหนังและสีขน เช่นตัวสัดำ หรือสีน้ำตาล จนไปถึงขาว เช่นเดียวกับหนามบนลำตัว ซึ่งก็จะมีตั้งแต่สี ขาว สีน้ำตาล และดำ หรือ ผสมกัน ตามความหนาแน่นของหนาม และบางทีอาจจะเม่นที่มีลักษณะ ตาสีแดงและขนสีขาวได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะนี้จะเป็น เม่นเผือก (Albino)
โดยธรรมชาติ เม่นแคระเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน ( nocturnal) แต่เมื่อเรานำมาเลี้ยง เม่นแคระสามารถปรับตัวได้ดีโดยสามารถใช้ชีวิตในเวลากลางวันได้เป็นปกติและจะ แอคทีฟ มากกว่าปกติในเวลากลางคืน เม่นแคระเป็นสัตว์ ที่สามารถนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงได้ดีเนื่องจากปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี และผู้เลี้ยงสามารถ จับอุ้มเล่น หรือมีกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้ด้วย โดยถ้าเราเลี้ยงตั้งแต่ๆเด็ก เม่นแคระจะติดเราและไม่แสดงอาการหวาดระแวงต่อผู้คนด้วย
ที่อยู่อาศัยและอาหารการกิน ก็ไม่ยากจนเกินไปสำหรับผู้เริ่มต้นหัดเลี้ยงใหม่ๆ โดยที่อยู่อาศัย อาจจะทำเป็นกรง แต่ไม่ควรจะเป็นกรงลวด เพราะว่าอาจจะบาดขาหรือถ้าเป็นร่องก็อาจจะทำให้ตกไปในร่องได้เช่นกัน ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงในเมืองไทย นิยมใช้กล่องพลาสติกขุ่น หรือทึบแสง ขนาดใหญ่ หรือ ตู้ปลา ที่เปิดข้างบนโล่ง โดยถ้าเป็นกล่องอาจจะมีการเจาะรูรอบด้านเพื่อระบายอากาศ โดยที่นิยมให้เป็นกล่องทึบแสงเนื่องจากว่าเม่นเป็นัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน แต่ถ้าต้องการใช้เป็นกล่องใสก็ได้แต่ควรจะมี ที่หลบซ่อนตัวให้เม่นได้หลบบ้าง (Hiding box) โดยส่วนใหญ่แล้ว ควรจะจัดพื้นที่ประมาณ 4 ตร.ฟุต ต่อตัว แต่ถ้าเลี้ยงหลายตัวอาจจะเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม และกล่องที่เลี้ยงควรจะมีความสูง เพราะว่าเม่นแคระชอบปืนป่ายอาจจะทำให้หลุดได้ง่าย และนอกจากปืนป่ายแล้วยังชอบขุดอีกด้วย ดังนั้นอาจจะต้องใส่สิ่งปูรองนอนเช่น ให้สูงอย่างน้อย 10 เซ็นติเมตรด้วย เพื่อจะได้ให้เค้าได้รู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติแต่ในความเป็นจริงผู้เลี้ยงมักจะไม่ใส่ให้สูงขนาดนั้นเนื่องจากสิ้นเปลืองและทำความสะอาดยาก และมักจะมองไม่เห็นตัวเม่น
สิ่งปูรองที่มักจะนิยมใช้คือ ขี้เลื่อย ซึ่งจะสามารซับกลิ่นได้ในระดับหนึ่งแต่มักจะต้องเปลี่ยนหรือทำความสะอาดบ่อยๆไม่เช่นนั้นแล้วจะมีสิ่งสกปรกหมักหมมทำให้เม่นแคระมีปัญหาของโรคผิวหนังหรือปัญหาทางระบบทางเดินหายใจตามมา
ในกรงอาจจะต้องหาของเล่นต่างๆใส่ไว้ให้ด้วย เพื่อให้เม่นได้เล่นจะได้ช่วยลดความเครียด ได้ ของเล่นเช่น ขอนไม้ ลูกบอลที่สามารถกลิ้งได้ หรือว่าอาจจะมี ท่อ ที่สามารถฝังลงไปในสิ่งรองนอนได้ ทำให้เป็นเหมือนโพรงในธรรมชาติ และอาจจะหาถาดน้ำใส่ให้เค้าก็ได้เพราะเม่นเป็นสัตว์ที่ชอบเล่นน้ำ เหมือนกัน โดยเม่นบางตัวชอบที่จะให้เจ้าของอาบน้ำให้บ่อยๆ และบางตัวมีความสามารถในการว่ายน้ำด้วย แต่ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าอาจจะทำให้สิ่งปูรองเปียกและทำให้หมักหมมได้อาจจะต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้เลี้ยงแต่ละคนว่ามีเวลาดูแลขนาดไหน
ส่วนเรื่องอาหาร เม่นแคระจัดเป็นสัตว์ในตระกูล Insectivore ซึ่งเป็นสัตว์ในกลุ่มที่กินแมลงเป็นอาหาร เม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีกระเพาะอาหารแบบ กระเพาะเดี่ยว และทานทั้งเนื้อและพืช (Monogastric omnivores )โดยอาหารธรรมชาติของเม่นแคระคือสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังเช่นแมลงหรือหนอนต่างๆ และ กบ กิ้งก่า หรือหนู และไข่ รวมถึง ผลไม้ และเห็ด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารที่เรานิยมให้เมื่อเรานำเค้ามาเลี้ยงก็คือ อาหารแมว โดยสามารถให้ได้ทุกวัน และอาจจะเสริมผักให้ได้โดยสามารถโรยวิตามิน และแคลเซี่ยมเสริม ได้ และอาจจะเสริมแมลง หรือหนอนนกให้ได้ โดยให้ สี่ถึงห้าตัวต่อ ครั้ง สามถึงสี่ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรให้เยอะจนเกินไปเนื่องจากว่าจะทำให้อ้วนจนเกินไปได้และจะทำให้มีโรคอ้วนในเม่นแคระตามมา
หลักการในการให้อาหาร ควรจะให้ในช่วงเย็นหรือกลางคืน มากกว่าช่วงเช้า แต่ก็สามารถฝึกและปรับให้เม่นแคระทานอาหารในช่วงกลางวันได้เช่นกัน และอาจจะ เอาอาหารบางส่วนซ่อนไว้ใน สิ่งปูรอง เพื่อให้เม่นแคระ ได้แสดงพฤติกรรมทางธรรมชาติ และออกกำลังกายไปด้วย ส่วนน้ำที่ให้เม่นทาน ควรจะเป็นน้ำสะอาดและฝึกให้เม่นสามารถทานจากขวดน้ำเช่นเดียวกับหนูหรือกระต่ายได้
โรคที่พบได้บ่อยในเม่นแคระ คือ
โรคผิวหนัง พบบ่อยที่สุดคือเกิดจากตัวไร (acariasis) โดยจะมีอาการขนหลุดง่าย พบรังแคตามผิวหนังและลำตัว และตัวไรอีกชนิดที่มักพบได้คือไรในหูหรือ ear mites ซึ่งจะพบรังแค และขี้หู และทำให้เกิดหูอักเสบได้ (otitis) และโรคผิวหนังอื่นที่พบได้เช่นกันคือ เชื้อรา และ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะอาการที่พบก็คือ หนามมักจะหลุดร่วงง่าย และมีรังแค และสะเก็ด และเม่นอาจจะแสดงอาการคันได้ โดยการวินิจฉัยอาจจะต้องใช้ วิธีการทางห้องปฎิบัติการ
โรคทางระบบทางเดินหายใจ พบได้เช่นเดียวกับสัตว์ pocket pet อื่นๆ โดยมักจะมีอาการ หายใจกระแทก หอบ ซึมและเบื่ออาหาร
โรคทางระบบทางเดินปัสสาวะ ที่พบได้บ่อยๆคือ นิ่ว และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยจากการที่เม่นแคระทานแต่อาหารแมว อย่างเดียว และทานน้ำน้อย
โรคทางระบบทางเดินอาหาร มักจะพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella และแบคทีเรียชนิดอื่นๆ ซึ่ง บางทีเม่นแคระอาจจะมีอาการท้องเสีย ซึมเบื่ออาหาร และมีอาการขาดน้ำ ได้ อาการท้องเสียมักจะพบในลูกเม่นแคระที่กำลังหย่านม หรือ เปลี่ยนอาหาร
โรคตับ มักจะพบได้ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการทานอาหารที่มีสารอาหารไม่สมดุลยเป็นระยะเวลานานๆ หรือทานอาหารที่มีสารตกค้าง และมักพบได้บ่อยในสัตว์ที่อ้วนกว่าปกติ
โรคขาดสารอาหาร เนื่องจากผู้เลี่ยงบางคนมักจะให้หนอนเป็นอาหารหลัก เช่น หนอนนก แต่ว่าหนอนนกที่ให้นั้นมักจะเป็นหนอนนกที่เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมดังนั้น สารอาหารตามธรรมชาติที่หนอนควรได้รับก็จะไม่ได้รับ และวิตามิน อื่นๆอีกรวมถึงแคลเซี่ยม ดังนั้นจึงควรทำการ เลี้ยงหนอนด้วยอาหารเลี้ยงหนอนก่อน ( gut load) หรือคลุกแคลเซี่ยมก่อน จึงค่อยนำไปให้ เม่นแคระกิน
โดยสรุปแล้วเม่นแคระเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยากเกินไปถ้าเราเข้าใจความต้องการทางธรรมชาติและความต้องการอาหารและเม่นแคระนี้จะมีความทนทานต่อโรคเมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นค่อนข้างสูง และมีการปรับตัวให้เข้าวิถีชีวิตของผู้เลี้ยงได้ และยังเป็นสัตว์ที่มีเสน่ห์และขี้เล่นไม่เหมือนใคร หากท่านผู้อ่านได้ลองเลี้ยงดูรับรองจะหลงรัก เจ้าเม่นแคระ นี้อย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น